Category: General

ประกันภัย 2+

เปรียบเทียบประกันภัย 2+เปรียบเทียบประกันภัย 2+



ประกันภัยรถยนต์มีให้เลือกอยู่หลายชั้น ไม่ว่าจะเป็นประกันภัยชั้น 1 ที่มีความคุ้มครองสูง ครอบคลุมได้หลากหลายแทบทุกกรณีหรือประกันภัยชั้น 3 ที่มีข้อเด่นคือค่าเบี้ยประกันที่ถูก ภาระเบารองรับง่ายและคุ้มค่า แต่ประกันที่หลายคนอาจสับสนเพราะความใกล้เคียงกันแต่มีความน่าสนใจคือประกันภัย 2+ สำหรับใครที่สนใจในประกันภัย 2+ อาจเริ่มจากการลองเปรียบเทียบประกันภัย 2+ กับประกันภัยรถยนต์ชั้น 2 และประกันภัยรถยนต์ชั้น 1  ประกันภัย 2+ คือประกันภัยที่ครอบคลุมตั้งแต่กรณีเกิดอุบัติเหตุที่มีคู่กรณีหรือสามารถระบุคู่กรณีได้ ช่วยชดเชยความเสียหายทั้งของคู่กรณีและของผู้เอาประกัน รวมไปถึงการให้ความคุ้มครองในส่วนของภัยพิบัติ ไฟไหม้ น้ำท่วม หรือกรณีอย่างรถยนต์สูญหาย แต่ข้อสำคัญคือไม่คุ้มครองในกรณีที่ไม่มีคู่กรณีหรือไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ ประกันภัย 2+ มีค่าเบี้ยประกันที่ลดลงจากประกันภัยชั้น 1 ที่คุ้มครองอย่างครอบคลุม โดยที่มีความแตกต่างกันในเรื่องของความคุ้มครองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นั่นคือประกันชั้น 2+ ไม่ครอบคลุมกรณีที่ไม่สามารถระบุตัวคู่กรณีได้ หลายคนที่สนใจความคุ้มครองที่ครอบคลุมกว้างขวางจึงเลือกให้ประกันชั้น 2+ เป็นประกันภัยรถยนต์ที่เป็นที่นิยม เพราะลดค่าเบี้ยประกันลงจากประกันภัยชั้น 1 ทำให้แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายลงแต่ได้ความคุ้มครองมากเกือบเทียบเท่ากัน   ส่วนประกันภัยชั้น 2 คือประกันภัยที่ครอบคลุมเน้นไปที่คู่กรณีเป็นหลัก จะชดเชยความเสียหายของคู่กรณีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ อีกทั้งยังช่วยคุ้มครองการเกิดไฟไหม้ น้ำท่วมและภัยพิบัติอื่นๆ ไปจนถึงรถยนต์สูญหายก็อยู่ในความคุ้มครองของประกันภัยชั้น 2 ด้วย โดยความแตกต่างของประกันภัย 2+ และประกันภัยชั้น 2 คือการที่ประกันภัยชั้น 2 ไม่ครอบคลุมไปถึงความเสียหายของผู้เอาประกัน  ดังนั้น ประกันภัย 2+ จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองที่ครอบคลุมใกล้เคียงกับประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ในค่าเบี้ยประกันที่น้อยกว่า เพราะต่างกันเพียงแค่ต้องมีคู่กรณีในอุบัติเหตุเท่านั้น อาจเรียกได้ว่าคุ้มค่ากับบางความต้องการมากกว่าการจ่ายเบี้ยประกันสูงของประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 แต่หากคุณมีพฤติกรรมการขับขี่ที่ดี ไม่ค่อยเกิดการเฉี่ยวชนหรือไม่มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ แต่ต้องการความคุ้มครองจากภัยพิบัติแล้ว ประกันภัยชั้น 2 อาจคุ้มค่ามากกว่าประกันภัย 2+ นั่นเอง อยู่ที่ความต้องการเน้นความคุ้มครองและระดับค่าเบี้ยประกันที่จะคุ้มค่ากับความเสี่ยงและการใช้งานรถยนต์ที่แตกต่างกันออกไป